ปฏิเสธการเห็น



ในบันทึกที่ผ่านมา ผมชี้ให้เห็นข้อบกพร่องอย่างฉกาจฉกรรจ์ของพระพม่าไปแล้ว 3 ประเด็น ในบันทึกนี้ เรามาต่อประเด็นที่เหลือทั้งหมด

4) พยายามแปลความหมายของสติปัฏฐาน 4 ให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิม

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป อย่างไม่มีใครกล้าโต้แย้งและโต้เถียงก็คือ สติสติปัฏฐาน 4 ประกอบด้วย

[1] กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มาจาก กาย + อนุ + ปัสสนา + สติ + ปัฏฐาน
[2] เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน มาจาก เวทนา + อนุ + ปัสสนา + สติ + ปัฏฐาน
[3] จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มาจาก จิต + อนุ + ปัสสนา + สติ + ปัฏฐาน
[4] ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มาจาก ธรรม + อนุ + ปัสสนา + สติ + ปัฏฐาน

สาวกของสายยุบหนอพองหนอ กับสายนามรูป พยามยามแปลองค์ประกอบหลักของสติปัฏฐาน 4 ไปในทำนองนี้

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ
การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ
การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันเวทนา

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ
การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ
การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันธรรม; เรียกสั้น ๆ ว่า กาย เวทนา จิต ธรรม

ซึ่งเป็นความพยายามที่จะแปลสติปัฏฐาน 4 ให้ผิดเพี้ยนไปจากคำแปลที่ถูกต้อง

คำว่า อนุ + ปัสสนา + สติ + ปัฏฐาน มีความหมายของแต่ละคำ ดังนี้

อนุ  พจนานุกรมฉบับล่าสุดให้ความหมายของคำว่า อนุไว้ว่า

คำประกอบหน้าศัพท์บาลีหรือสันสกฤตมีความหมายว่า น้อย เช่น อนุทิศ = ทิศน้อย, ภายหลัง, รุ่นหลัง เช่น อนุชน = ชนรุ่นหลัง, ตาม เช่น อนุวัต = เป็นไปตาม, เนืองๆ เช่น อนุศาสน์  = สอนเนืองๆ คือ พร่ำสอน.

ปัสสนา = เห็น
สติ = สติ
ปัฏฐาน = ที่ตั้ง

ดังนั้น องค์ประกอบของสติปัฏฐาน 4 นั้น  ถ้าแปลกันในถูกต้องแล้ว ควรจะแปลดังนี้

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  แปลว่า ที่ตั้งแห่งสติอันตามเห็นซึ่งกาย
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งแห่งสติอันตามเห็นซึ่งเวทนา
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งแห่งสติอันตามเห็นซึ่งจิต
ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งแห่งสติอันตามเห็นซึ่งธรรม

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สติปัฏฐาน  4 เป็นอนุปัสสนา ไม่เป็นวิปัสสนา

ขนาดวิปัสสนาเองแต่เพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้  การปฏิบัติธรรมที่เป็นเพียงอนุปัสนา จึงไม่สามารถทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้อย่างเด็ดขาด

การพยายามแปล “ปัสสนา ซึ่งแปลว่า เห็นไปเป็น "พิจารณา" หรือ "กำหนด" เป็นความผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยของกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมของสายพองยุบ-นาม รูป

เนื่องจาก มองในแง่มุมของภาษาศาสตร์  ไม่มีหนทางใดๆ ที่เป็นวิชาการ ที่จะแปลไปเช่นนั้นได้

สาเหตุก็เกิดจาก กลุ่มพระภิกษุชาวพม่านั้น  ศึกษาเน้นไปทางพระอภิธรรม แต่ตัวท่านเหล่านั้น  ได้ถูกองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์ครอบงำ จนไม่เชื่อในองค์ความรู้ของศาสนาทั้งหมด

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ไม่เชื่อว่า จักษุในศาสนาพุทธมี 5 ประเภท

ประเภทแรกคือ ตาเนื้อ จักษุอีก 4 ประเภทเป็นตาภายใน  จึงปฏิเสธ "การเห็น" เสียหมดว่าไม่เป็นจริง ไม่ได้แยกแยะว่า การเห็นที่เป็นกิเลสก็มี  การเห็นที่เป็นไปตามหลักสูตรของพระพุทธเจ้าก็มี

5) การปฏิเสธการเห็นของสายพองยุบ-นามรูป ถือว่าเป็นความผิดขั้นร้ายแรงที่สุด

ในศาสนาพุทธนั้น เครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ "เห็น" กับ "รู้

ในพระไตรปิฎกจะมีคำว่า "เห็น" กับ "รู้" อยู่เป็นจำนวนมาก  ถ้าขาดการเห็น "การรู้ยิ่ง" ที่สามารถทำให้บรรลุพระอรหันต์จะเกิดขึ้นไม่ได้

คำว่า "เข้าใจ (understanding) ไม่มีในพระไตรปิฏก

ดังนั้น จะมาแปลคำว่า "ทัสสนะ", "ทิฏฐิ",  "ปัสสนา" ซึ่งมีรากศัพท์ที่แปลว่า "เห็น" ไปเป็น "เข้าใจ" ไม่ได้

การปฏิเสธ "การเห็น" สืบเนื่องมาก การเข้าใจผิดของพระภิกษุชาวพม่า เพราะท่านเองทำไม่ได้  เมื่อทำไม่ได้ แต่อยากสอน ก็ตีความคำว่า เห็นเป็นอย่างอื่นไป เช่น เข้าใจ รู้สึก พิจารณา กำหนด เป็นต้น

สาวกของสายพองยุบ-นามรูป ไปเรียนมาจากพระภิกษุชาวพม่าจึงเข้าใจผิดตามกันไป

พูดง่ายๆ ก็คือ เชื่อพม่าแต่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า เพราะคำสอนของพม่าดังกล่าวนั้น ขัดกับคัมภีร์วิสุทธิมรรคและขัดกับพระไตรปิฎก

ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าก็ต้องตีความตามตัวอักษร เห็น ก็คือ เห็น จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ 

วิชาที่ตนปฏิบัติทำไม่ได้ ก็ต้องไปดูสายปฏิบัติธรรมอื่นๆ ว่ามีใครทำได้บ้างไหม  ถ้าไม่มีใครทำได้เลย ก็ยึดของตัวไป เพราะ เป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว

พระภิกษุชาวพม่านั้น โชคร้ายมากๆ เพราะ ในประเทศพม่าไม่มีสายปฏิบัติธรรมใดทำได้เลย

แต่ในเมืองไทยมีสายปฏิบัติธรรมที่ทำได้  พิสูจน์ได้ คือ สายวิชาธรรมกาย  ถ้าเป็นนักวิชาการจริง  ก็ควรมาศึกษาดู  หรือถ้าจะลองปฏิบัติตามด้วยตนเอง ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

การเห็นของวิชชาธรรมกายนั้น มีบันทึกไว้เป็นหลักสูตร และมีคนทำได้ พิสูจน์ได้ เป็นแสนๆ คนแล้ว ตั้งแต่เด็ก  3  ขวบ จนถึงคนชรา สามารถพิสูจน์ได้ให้เห็นอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

เมื่อรู้ว่าวิชชาธรรมกายสอนได้ ทำได้ แต่ก็ไม่เชื่อคนไทย องค์ความรู้ไทย ไปเชื่อพระชาวพม่า ทั้งที่ๆ คำสอนนั้นก็ขัดกับคัมภีร์วิสุทธิมรรคและขัดกับพระไตรปิฎก

อย่างนี้ ท่านว่า มันเป็น "กรรมของสัตว์"

6) การปฏิบัติแบบสายพองยุบ-นามรูปเป็นเพียงวิธีปฏิบัติเพียงส่วนหนึ่งของสติปัฏฐาน  4 เท่านั้น

การปฏิบัติธรรมตามแบบของสายพองยุบ-นามรูปนั้น  บุคคลสำคัญๆ ยอมรับเองว่า เป็นเพียงการพิจารณาอิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อยเท่านั้น

เนื่องจากทำให้พิจารณาง่าย การปฏิบัติธรรมเพียงเท่านั้น  เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสติปัฏฐาน 4 เท่านั้น

ขนาดที่ว่าสติปัฏฐาน 4 เอง ยังเป็นเพียงอนุปัสนาเท่านั้น  การปฏิบัติธรรมแต่เพียงส่วนหนึ่งของสติปัฏฐาน 4 จึงไม่สามารถทำให้สายปฏิบัติธรรมแบบพองยุบ-นามรูปเป็นวิปัสสนากรรมฐานไปได้

สรุปในเบื้องต้น

การปฏิบัติธรรมตามสายยุบหนอพองหนอกับสายนามรูปไม่เป็นวิปัสสกรรมฐาน เป็นแต่เพียงสมถะกรรมฐานเท่านั้น 

และก็ไม่มีการปฏิบัติแบบนี้ อยู่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค รวมถึงพระไตรปิฎกด้วย 

พระภิกษุชาวพม่าอ้างอิงคัมภีร์วิสุทธิมรรคกับสติปัฏฐาน 4 เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปฏิบัติธรรมที่ตนเองคิดขึ้น  แต่หลักการปฏิบัติไม่ได้เป็นไปตามคัมภีร์วิสุทธิมรรคกับสติปัฏฐาน  4 แต่อย่างใด

คำโฆษณาอวดอ้างที่เกินจริงว่า การปฏิบัติธรรมแบบนี้ เป็นวิปัสสนากรรมฐานจึงไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง เป็นเพียงความเชื่อของพระภิกษุชาวพม่าเท่านั้น

คนไทยที่พากันไปหลงเชื่อก็จึงทำให้เสียเวลาเกิดทั้งชาตินี้ไปอย่างน่าเสียดาย

ผมขอสรุปข้อบกพร่องของพระพม่าอีกสักครั้ง ดังนี้
1)  เข้าใจผิด คิดไปว่าวิปัสสนากรรมฐานแต่เพียงอย่างเดียวทำให้บรรลุมรรคนิพพานได้
2)  เข้าใจผิด คิดไปว่า สติปัฏฐาน 4 แต่เพียงอย่างเดียว ทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้
3) สติปัฏฐาน 4 ไม่เป็นวิปัสสนา/เห็นแจ้ง เป็นอนุปัสนา/ตามเห็น
4) พยายามแปลความหมายของสติปัฏฐาน 4 ให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิม
5) การปฏิเสธการเห็นของสายพองยุบ-นามรูป ถือว่าเป็นความผิดขั้นร้ายแรงที่สุด
6)  การปฏิบัติแบบสายพองยุบ-นามรูปเป็นเพียงวิธีปฏิบัติเพียงส่วนหนึ่งของสติปัฏฐาน  4 เท่านั้น




สติปัฏฐาน 4 เป็นอนุปัสนา



ในเบื้องต้นนี้ จะขออธิบายสรุป ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนสายยุบหนอพองหนอ กับ สายนามรูปโดยภาพรวมอย่างคร่าวๆ เสียก่อน

แล้วผมจะค่อยๆ อธิบายลงรายละเอียดในระดับลึกต่อไป

คำว่า “สายยุบหนอพองหนอ” ในที่นี้ก็คือ สายยุบหนอพองหนอที่เผยแพร่โดยพระมหาโชดก แห่งวัดมหาธาตุ

ส่วนคำว่า “สายนามรูป” หมายถึง สายที่เผยแพร่โดยมหาอุบาสิกาแนบ มหานีรนานนท์

การปฏิบัติธรรมทั้ง 2 สายดังกล่าว เป็นมรดกตกทอดมาจากพระพม่าด้วยกัน

ในกรณีนี้ ผมหมายความรวมถึง สาวกของพระมหาที่วัดท่ามะโอ กับ วัดภัททันตะฯ ที่บ้านบึง ชลบุรี  และสาวกของพระพม่าสำนักอื่นๆ ด้วย

แต่ถ้าเอามาเขียนทั้งหมด เนื้อหามันจะไม่กระชับ ก็เลยยกอย่างสำนักดังๆ เพียง 2 สำนักก็พอ

รับรองว่า หลักฐานสนับสนุนของผมเป็นไปตามหลักวิชาการทุกประการ และสามารถพิสูจน์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้ทุกเมื่อ

ความเข้าใจผิดและความคลาดเคลื่อนของสายสายพองยุบ-นามรูปมีลักษณะ ดังนี้

1) เข้าใจผิดคิดไปว่า วิปัสสนากรรมฐานแต่เพียงอย่างเดียวทำให้บรรลุมรรคนิพพานได้

ความใจผิดอันนี้ เป็นความเข้าใจผิดอันอย่างใหญ่หลวงของพระภิกษุชาวพม่า  เนื่องจากคิดไปเองว่า วิปัสสนากรรมฐาน ทำให้เกิดวิปัสสนาญาณได้  และวิปัสสนาญาณแต่เพียงอย่างเดียวทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้

ในความเป็นจริงที่ปรากฏในพระสูตร สิ่งที่จะทำให้บรรลุพระอรหันต์คือ วิชชา  3 และ อริยสัจ  4 ไม่มีพระสูตรและพระวินัยใดๆ ที่กล่าวว่า วิปัสสนากรรมฐานแต่เพียงอย่างเดียว สามารถทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้

นอกจากนั้นแล้ว วิปัสสนากรรมฐาน แต่เพียงอย่างเดียว ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิด วิปัสสนาญาณ ได้

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว จะต้องปฏิบัติให้ผ่านโพชฌงค์เสียก่อน เพราะ โพชฌงค์เป็นพื้นฐานแก่ วิชชา 3 และ วิมุตติ

ในการตรวจสอบว่า ตัวเองจะได้ญาณในระดับใดนั้น ต้องตรวจสอบกับวิสุทธิ 7

ดังนั้น การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้  นี่คือ ความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ของพระภิกษุชาวพม่าที่ได้นำมาเผยแพร่ในเมืองไทย

2)  เข้าใจผิดคิดไปว่า สติปัฏฐาน 4 แต่เพียงอย่างเดียว ทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้

จากความเข้าใจผิดประการแรกที่กล่าวไป เมื่อหัวข้อที่ผ่านมา คือ เข้าใจผิดว่าวิปัสสนากรรมฐานทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ 

เมื่อพระภิกษุชาวพม่ากลุ่มนี้ คิดค้นวิธีปฏิบัติธรรมแบบใหม่ขึ้น ก็คือการปฏิบัติธรรมแบบพอง-ยุบ กับ นาม-รูป  ซึ่งความจริงแล้ว น่าจะเข้าอยู่ในหมวดของ "กายคตานุสสติ" ซึ่งอยู่ใน อนุสติ 10 มากกว่า 

แต่เมื่อมีความเข้าใจผิด คิดไปเองว่า วิปัสสนากรรมฐานทำให้บรรลุนิพพานได้ จึงได้พยายามจับยัดวิธีการปฏิบัติธรรมดังกล่าว ใส่เข้าไปในสติปัฏฐาน 4 

และโมเมขึ้นมาอีกว่า สติปัฏฐาน 4 เป็นวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งก็ไม่เป็นความจริงอีกเช่นกัน

3) สติปัฏฐาน 4 ไม่เป็น วิปัสสนา/เห็นแจ้ง เป็น อนุปัสสนา/ตามเห็น

วิปัสสนา แปลว่า "เห็นแจ้ง"  ส่วน อนุปัสสนา แปลว่า "ตามเห็น" แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในแง่ของภาษาศาสตร์

หลักฐานอีกประการหนึ่ง ซึ่งชัดแจ้งอีกเช่นเดียวกัน ก็คือ การจัดวิธีการนั่งสมาธิต่างๆ เข้าเป็นสมถะกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานนั้น เป็นการจัดของพระพุทธโฆษาจารย์  เพื่อให้พระสูตรที่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมเป็นหมวดหมู่ขึ้น

ในพระไตรปิฎกนั้น  พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสบอกว่า ธรรมะหมวดใดเป็นสมถะกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน พระพุทธโฆษาจารย์มาจัดทำขึ้นภายหลัง ประมาณ พ.ศ.  1000

ในการจัดหมวดธรรมะที่เป็นวิปัสสนานั้น

พระพุทธโฆษาจารย์ไม่ได้จัดสติปัฏฐาน 4 ให้อยู่ในหมวดวิปัสสนากรรมฐาน

ในหัวข้อวิปัสสนากรรมฐาน มีเพียง 6 หัวข้อคือ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 และปฏิจสมุปบาท 12

ถ้าสติปัฏฐาน 4 เป็นวิปัสสนากรรมฐานจริง  พระพุทธโฆษาจารย์ท่านก็ต้องจัดให้อยู่ในหมวดวิปัสสนาไปแล้ว

พระพุทธโฆษาจารย์ท่านรู้ดีว่า สติปัฏฐาน 4 เป็น อนุปัสสนา  เป็นคนละเรื่อง คนละหัวข้อธรรมะกัน

โดยสรุป

ในบันทึกนี้ สายพองยุบ-นามรูป เข้าใจผิดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ใน 3 ประเด็นคือ

1)  เข้าใจผิด คิดไปว่าวิปัสสนากรรมฐานแต่เพียงอย่างเดียวทำให้บรรลุมรรคนิพพานได้
2)  เข้าใจผิด คิดไปว่า สติปัฏฐาน 4 แต่เพียงอย่างเดียว ทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้
3)  สติปัฏฐาน  4 ไม่เป็นวิปัสสนา/เห็นแจ้ง เป็นอนุปัสสนา/ตามเห็น

จะเห็นว่า ความเข้าใจผิดของพระพม่าเพียง 3 ประการนี้ ก็น่าจะเป็นหลักฐานชั้นดีได้ว่า การปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพม่านั้น  ผู้ปฏิบัติจะไม่ได้มีโอกาสบรรลุธรรมชั้นสูงได้เลย 

การนำเอาส่วนหนึ่งของสติปัฏฐาน  4  มาปฏิบัติ  แล้วโฆษณาว่า ถ้าทำตามคำสอนของแล้ว ผู้ปฏิบัติธรรมจะบรรลุมรรคผลนิพพานภายใน  7  ปี  7 เดือน  7 วัน จึงไม่มีใครทำได้เลย ทั้งๆ ที่พระพม่าสอนมาแล้วเป็นร้อยๆ ปี

ข้อความที่ว่านั้น รวมถึงพระพม่าที่เป็นครูบาอาจารย์ด้วย  ยังไม่มีพระพม่ารูปใดในประวัติศาสตร์ที่จะไปอุบัติในอายตนะนิพพาน ณ ปัจจุบันนี้





สายไหนก็ไม่สำคัญ

คำถาม-คำตอบที่มาจาก gotoknow คงหมดแค่บทความนี้แล้ว  จึงขอจะบอกรายละเอียดแต่เพียงคร่าวๆ เท่านั้น

ธรรมฐิต 20 ธันวาคม 2553 17:49
จะสายไหนแบบไหนไม่สำคัญหรอกเนาะคุณโยม เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ไม่เคยเรียนรู้จากตัวอักษรเลย แต่เข้าใจสัมผัสแห่งปรากฏการณ์ได้อย่างงดงาม เพราะลงมือทำแล้วธรรมก็บังเกิดขึ้น..

พุทธะคือผู้รู้เท่าทันสรรพสิ่งหาได้ผูกขาดเพียงแค่บุรุษที่เคยมีพระนามว่าสิทธัตถะก็หาไม่ ธรรมะคือสรรพสิ่งที่มีอยู่คู่โลกซึ่งผู้รู้เท่าเท่าได้นำมาเปิดเผยหาใช่จำกัดเฉพาะในศาสนาพุทธก็หาไม่

สังฆะคือหมู่คณะบุคคลที่เรียนรู้ให้เท่าทันสรรพสิ่ง

ที่ผู้รู้นำมาเผยแล้วบอกต่อแก่สรรพสัตว์ บนพื้นพิภพนี้...หาได้จำกัดเพียงแต่ บุรุษที่ปลงผมห่มจีวรนอนที่วัดเท่านั้นไม่

ทั้งสามประการนี้มนุษย์ทุกคน (ไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาใด) สามารถ (และควร) สัมผัส...ได้อย่างงดงาม

ดร. มนัส โกมลฑา (20 ธันวาคม 2553 21:26)
นมัสการ หลวงพี่ธรรมฐิต

ผมไม่รู้ว่า หลวงพี่ปฏิบัติธรรมสายไหน แต่ในบันทึกนี้ ผมต้องการโต้แย้งคำสอนของพระพม่า เพราะ พระพม่าสอนผิดไปจากไตรปิฎก คือ ตีความพระไตรปิฎกไม่ถูกต้อง ในหลายประเด็นหลัก เช่น

1) คิดว่าวิปัสนาอย่างเดียว ทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้
2) เมื่อคิดการปฏิบัติธรรมได้ใหม่ แบบสายพอง-ยุบ นาม-รูป ก็หาว่าเป็นสติปัฏฐาน 4 ซึ่งไม่ใช่
3) หาว่า สติปัฏฐาน 4 เป็นวิปัสสนาซึ่งก็ไม่ใช่อีก
ฯลฯ

ที่สำคัญก็คือ หาว่าการปฏิบัติธรรมในประเทศไทยผิดหมด ของพม่าถูกที่สุด ซึ่งก็ผิดอีก ดังนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเขียนที่ว่า "จะสายไหนแบบไหนไม่สำคัญหรอกเนาะคุณโยม"

เกิดมาชาติหนึ่งนั้น ลำบากมาก ทนทุกข์ต่างๆ นานา เมื่อต้องการสร้างบารมี และมีสายปฏิบัติธรรมที่สามารถสร้างบารมีได้มาก และตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ผมก็ขอเลือกแบบนั้น

ถ้าเลือกผิดก็เสียชาติเกิดไปชาติหนึ่งอย่างน่าเสียดาย


ธรรมฐิต 21 ธันวาคม 2553 07:00
กระผมเดินตามสายพระพุทธเจ้าขอรับอาจารย์ รับฟังทุกสาย แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามทุกสาย  ฝึกมาแค่สิบกว่าปีเอง แต่กระผมคงเศษเสี้ยวเท่านั้นเมื่อกับท่านอาจารย์แหละขอรับ ส่วนที่อาจารย์บอกไม่เห็นด้วยนั้น ใช่เลยขอรับเพราะสิทธิแต่ละคนที่จะเลือกขอรับ..

อนุโมทนาขอรับ....

ดร. มนัส โกมลฑา (21 ธันวาคม 2553 17:51)
นมัสการ หลวงพี่ธรรมฐิต

ไม่ใช่จะต่อความยาว สาวความยืดนะครับ หลวงพี่บอกว่า "เดินตามสายพระพุทธเจ้า" ผมก็ยังอยากจะบอกว่า ทุกสายปฏิบัติก็ต่างเชื่อว่า ของตนถูกต้องตามพระพุทธเจ้า ของคนอื่นผิดทั้งนั้น

แล้วของใครถูกล่ะ........... ดังนั้น การเดินตามสายพระพุทธเจ้า ก็ไม่ควรจะว่า ทุกสายถูกไปหมดตั้งแต่ตนจนปลาย

ในความเห็นของผม ถ้าสายไหนมีคำอธิบายพระไตรปิฎกไม่สอดคล้องกัน คือ ถ้าพิจารณาในภาพรวมขัดกันไปหมด ในที่หนึ่งอธิบายไปอย่างหนึ่ง ในอีกทีหนึ่งอธิบายไปอีกอย่างหนึ่ง

สายปฏิบัติธรรมนั้น ก็ต้องตีความพระไตรปิฎกผิดแน่ๆ เช่น สายพอง-ยุบ นาม-รูป บอกว่า ของตนเป็นวิปัสสนา ซึ่งแปลว่า เห็นแจ้ง แต่พอเห็นอะไรว่า ผิดหมด

บอกว่า ของตนเป็นสติปัฏฐาน 4 และก็เป็นวิปัสสนา แต่สติปัฏฐาน 4 เป็นเพียงอนุปัสนา ซึ่งแปลว่า ตามเห็นเท่านั้น ไม่ใช่เห็นแจ้ง

บอกว่า ต้องพิจารณาเห็นกายในกาย แต่ก็อธิบายแค่กายเดียว ไม่มีกายอื่นๆ และไม่ยอมเห็นด้วย แล้วมันจะเป็นพิจารณาเห็นกายในกายได้อย่างไร ฯลฯ

เตือนกันไว้ก่อน เผื่อว่า จะไปกันที่อื่น เมื่อละชาตินี้ไปแล้ว จะได้ไม่มาต่อว่ากันว่า ทำไมไม่เตือนกันมั่งเลย...

มีคนเรียนจบปริญญาเอก เข้ามาให้ความเห็น ดังนี้

ดร. เหมือนกัน [IP: 183.88.112.132] 22 ธันวาคม 2553 07:29
ได้ยินแต่เพื่อนเล่าให้ฟังวันนี้เลยเข้ามาหาอ่านดู ผมเข้าวัดปากน้ำเดือนละสองสามครั้งมาประมาณสามสิบปีแล้ว เดินตามหลวงพ่อสดมาตลอด

ไม่นึกว่าท่านดร.ยังมีอีโก้สูงขนาดนี้ เราอย่างนึกว่าของเราดีแล้วทับถมของคนอื่นสิ การยอมรับฟังคนอื่น (ปรโตโฆษะ) บ้างเป็นหลักธรรมข้อหนึ่งที่จะนำมาซึ่งสัมมาทิฐินะ

ท่านดร. เล่นหาว่าคนอื่นที่ความคิดไม่ตรงตนไม่ถูกหมดอ้างแต่วิชาการอย่างเดียว ถ้ามีคนถามว่าวิชาการที่ว่านะบอกได้ใหมว่าพระไตรปิฏกที่ว่าถูกต้องร้อยเปอร์เซ็น

ลงมือปฏิบัติเถอะอีโก้จะลดน้อยถอยบ้าง ใครๆ ก็รู้ว่าเกลือนะเค็มแต่ถ้าไม่ได้ลิ้มรสเองคงไม่ซาบซึ้งหรอก

กรุงเทพนะไปได้หลายทางเนาะอาจจะช้าหรือเร็วก็อยู่ที่วิธีเดินทาง อย่านึกว่าตนนั่งเครื่องแล้วจะถึงก่อนสิไม่แน่ถ้าเครื่องตกคนเดินเท้าอาจไปเส้นชัยก่อนก็ได้ว่าใหมท่านดร.

วิชาการนะวางๆ เสียบ้างนะครับ เพราะมิฉะนั้นแล้วคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้คงหมดสิทธิ์เข้าถึงธรรมกันหมดแล้ว

ดร. เหมือนกัน เลยเจอ ดร. ไม่เหมือนใคร ตอบไปดังนี้ (22 ธันวาคม 2553 10:41)

เรียน ท่าน ดร.เหมือนกัน [IP: 183.88.112.132]

แสดงว่า ผมนี่ดังเหมือนกัน ต่อไปคงจะดังมากขึ้นแน่ๆ .............. ท่าน "ดร. เหมือนกัน" ที่ผมจะเขียนต่อไปนี่ ผมไม่ได้เสียดสีอะไร แต่พูดตามความเป็นจริง

ตอนนี้ ท่าน "ดร. เหมือนกัน" กำลังเขียนบทที่ 4 ถึงผม ผมสมมุติว่า ท่าน "ดร. เหมือนกัน" กำลังทำวิจัยผม ด้วยทฤษฎีฐานราก (Grounded theory) ก็แล้วกัน

ผลการวิจัยของ ท่าน "ดร. เหมือนกัน" ออกมาว่า
1) ผมอีโก้สูง
2) ผมไม่ยอมรับฟังคนอื่น
3) ทับถมคนอื่น
4) อ้างวิชาการอย่างเดียว ไม่ปฏิบัติ

ผมข้อชี้แจงบ้างว่า ท่าน "ดร. เหมือนกัน" ไม่รู้จักผมเลย ท่านทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหรือปล่าว การอ่านข้อเขียนของผมนิดๆ หน่อยๆ แล้ววิเคราะห์เลยนี่ เป็นงานวิจัยที่แย่เอามากๆ

ข้อมูลเกี่ยวกับตัวผม ที่ท่าน "ดร. เหมือนกัน" มีนั้น มันน้อย............................................มาก

ข้อตอบบางข้อก็แล้วกัน ที่เหลือไปอ่านข้อเขียนของผมให้มากกว่านี้หน่อย แล้วค่อยมาวิพากษ์วิจารณ์กันต่อได้

บันทึกในส่วนนี้ ผมวิพากษ์วิจารณ์สาวกพระพม่า เพราะพระพม่าสอนไม่ถูกต้องตามพระไตรปิฎก ความผิดที่ร้ายแรงมากก็คือ คิดว่าวิปัสสนาอย่างเดียว ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้

ความผิดร้ายแรงมากที่สุดก็คือ หาว่าการปฏิบัติธรรมในประเทศไทยผิดทั้งหมด เป็นสมถกรรมฐานทั้งหมด รวมถึงสายวิชชาธรรมกายด้วย

ความผิดร้ายแรงมากที่สุดยกกำลังสองก็คือ มหาโชดกและสาวกส่วนหนึ่ง โฆษณาประชาสัมพันธ์ออกมาว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำเลิกสอนวิชชาธรรมกายแล้ว และมาเรียนสายพอง-ยุบแทน

มีคนมาดูถูกครูบาอาจารย์ของเราอย่างผิดๆ เราแย้งขึ้นมาอย่างเป็นวิชาการ ผมทำผิดหรือ............

ไม่มีเอกสารจากหลวงพ่อวัดปากน้ำเล่มใดๆ หรือคำพูดใดๆ ที่ออกจากปากหลวงพ่อว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเลิกสอนวิชชาธรรมกายแล้ว

เอกสารของพระมหาโชดกและสาวกส่วนหนึ่งนั้น โกหกทั้งสิ้น...... นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่พระมหาโชดกไม่ได้ไปสุคติภูมิ

ท่าน "ดร. เหมือนกัน" ลองหาอ่านดู อยู่ในบันทึกแถวๆ นี้นี่แหละ

อีกสักข้อหนึ่ง ผมเป็นวิทยากรสอนวิชาธรรมกาย สอนมาหลายปีแล้ว แล้วสอนเด็กนักเรียนไปเป็นแสนคนแล้ว

ผมสามารถสอนให้เด็กให้ดวงธรรม เห็นกายธรรม สอนวิชา 18 กายให้นักเรียนได้ สอนให้เด็กขอรัตนะเจ็ดได้ สอนให้เด็กดูกายสิทธิ์ในเรือนของท่านได้

ท่าน "ดร. เหมือนกัน" ใช้ข้อมูลอะไรมาสรุปผลการวิจัยว่า ลงมือปฏิบัติเถอะอีโก้จะลดน้อยถอยบ้าง วิชาการนะวางๆ เสียบ้างนะครับ

สุดท้ายเลย ขอให้ไปอ่านความเห็นที่ผมตอบหลวงพี่หลวงพี่ธรรมฐิต

ถ้าเราเป็นคนปฏิบัติธรรม มันก็ต้องยึดการปฏิบัติธรรมแบบใดแบบหนึ่งไว้ แบบอื่นๆ ต้องผิดแน่ๆ คนปฏิบัติธรรมต้องคิดแบบนี้

ถ้ายังคิดว่า สายปฏิบัติธรรมใดก็เหมือนกัน คิดอย่างนี้พวกมือใหม่ ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้

ที่ท่าน "ดร. เหมือนกัน" ว่า ผมเข้าวัดปากน้ำเดือนละสองสามครั้งมาประมาณสามสิบปีแล้ว เดินตามหลวงพ่อสดมาตลอด

ผมไม่เคยเดินตามหลวงพ่อวัดปากน้ำหรอกครับ แต่หลวงพ่อสั่งงานให้ผมทำ และถึงในขณะนี้ ปัจจุบันนี้ ผมก็ทำงานให้หลวงพ่อ แม้ว่าบางงานหลวงพ่อไม่ได้สั่งให้ทำ ผมทะลึ่งทำเอง

ถ้า ท่าน "ดร. เหมือนกัน" ต้องการพิสูจน์ว่า ที่ผมเขียนไปจริงหรือเปล่า ขึ้นไปถามหลวงพ่อวัดปากน้ำเอาเองเลยครับ ท่าน "ดร. เหมือนกัน" ทำอยู่ได้แล้วนี่..................

มีแมลงแมงเม่าเข้ามาแจม 2-3 คน ดังนี้

แมงปอ (04 มกราคม 2554 12:01)  ทะเลาะกันทำไม ต่างคนต่างนั่ง แล้วเห็นเอง

ยังเล็ก (06 มกราคม 2554 17:44) http://men.mthai.com/content/4900

ของขวัญปีใหม่ ให้ Dog เตอร์ นะ ดูเเล้ววิเคราะห์ด้วยปัญญา เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง เก็บไว้ในใจ ไม่ต้องคิดเพื่อเอาชนะ หรือเพื่ออวดภูมิสมอง เพราะความรู้ที่เกิดจากสมองยังไงสักวันก็จะต้อง ตายไปพร้อมกับสังขาร

ผู้เคยปฏิบัติ (24 มีนาคม 2554 15:48)

หากใครปฏิบัติสติปัฏฐาน สติที่ตั้งมั่นหรือจิตที่สร้างเป็นตัวดูจิต จะก่อเกิดฌานตามมา และเมื่อนั้น มันจะเรียนรู้การเกิดดับของสิ่งต่างๆที่มากระทบด้วยตนเอง และมันก็จะเข้าใจ แล้วสักวัน มันจะเกิดปัญญาแห่งวิปัสสนา ซึ่งชาติหนึ่งจะเกิดไม่เกิน 4 หน เมื่อนั้นก็จะบรรลุธรรมได้ เหตุนี้ จึงจัดว่าสติปัฏฐานเป็นโลกุตรธรรม มันเกิดการเรียนรู้ของจิตด้วยตนเองโดยทั้งหมด หลายครั้ง ทฤษฎี มันก็เป็นเพียงทาง แต่หากลองทำดูแล้วจะเห็นตาม เรื่องบางเรื่อง ทฤษฎีกล่าวไว้อย่างละเอียด แต่มันรวบยอดตัวเองทั้งหมด เปรียบเหมือนการกินอาหาร เราไม่ได้แยกวิเคราะห์โมเลกุลอาหารขณะกิน(แม้ทฤษฏีแยกไว้) แต่เราก็กินโมเลกุลทั้งหมดเหล่านั้น ทฤษฎีก็เปรียบเหมือนตัวอธิบายถึงโมเลกุล แต่เวลากิน มันรวบยอด แม้แต่ฌานเองก็ตาม เมื่อเข้าแล้ว ผู้เข้าก็ไม่ได้แยกลำดับไว้ขณะเข้า แต่เข้าไปด้วยความเร็วทีเดียวทั้งหมด

ผมตอบความเห็นไปดังนี้ (24 มีนาคม 2554 17:04)

เรียน คุณแมงปอ [IP: 202.90.6.36]

ก่อนที่จะมาเขียนอะไรที่นี่ อ่านให้มากก่อน แล้วค่อยมาเขียน  อย่ามาแสดงความโง่แบบสุ่มสี่สุ่มห้า  สายที่ชอบคุยโม้ว่าตนเองเป็น วิปัสสนานั้น  ไม่ยอมรับว่า มีการเห็นที่ถูกต้องในการปฏิบัติธรรม  เห็นอะไรก็ว่าเป็น นิมิตลวงไปหมด

ผู้คนในสายนี้ ผมก็ไม่ว่าจะ โง่กันไปถึงขนาดไหน ก็วิปัสสนาแปลว่า เห็นแจ้ง”  ก็หมายถึงว่า การปฏิบัติธรรมแบบนี้ ต้องมีการเห็นที่แจ่มชัดมาก แบบชัดยิ่งกว่าชัด  เห็นคลุมๆ เครือๆ ก็ไม่ได้

สำหรับคุณเอง คุณจะมาเขียนว่า ทะเลาะกันทำไม ต่างคนต่างนั่ง แล้วเห็นเองมันก็แสดงความโง่ของตัวคุณเองแล้ว

เรียน ผู้เลิกปฏิบัติไปแล้ว

ผมว่า คุณเลิกปฏิบัติไปแล้ว ก็ถูกต้องแล้ว  ผมว่า คุณเอาหลักการก่อน ว่าที่คุณทำนั้น คุณปฏิบัติธรรมตามแบบใคร  หนังสือตำราเป็นอย่างไรบ้าง

ผลของการปฏิบัติเป็นอย่างไรบ้าง  กิเลสลดลงอย่างไรบ้าง  ที่คุณเขียนมา มั่วทั้งนั้น

ถ้าที่คุณปฏิบัติมา คุณคิดขึ้นเองทั้งหมด คุณก็ไปเขียนเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ด้วยตัวของคุณเองเลย เพราะ คุณสามารถเป็นเกจิอาจารย์ด้วยตัวของคุณเองแล้ว